การดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนและชุมชน (Human Rights & Community)
นโยบายและการกำกับดูแลด้านสิทธิมนุษยชน (Human Rights Policy and Governance)
บริษัทดำเนินธุรกิจยึดมั่นในรากฐานของสิทธิมนุษยชนและหลักบรรษัทภิบาลภายใต้การกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่คุณค่าด้วยความโปร่งใส เท่าเทียม และไม่เลือกปฏิบัติ เพื่อสร้างคุณค่าร่วมทางเศรษฐกิจและสังคม (Shared Value) และขับเคลื่อนนโยบาย BCG Model ของบริษัทสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
พันธสัญญาต่อมาตรฐานสากล
บริษัทในฐานะที่เป็นสมาชิกข้อตกลงแห่งสหประชาชาติ (UN Global Compact - UNGC) จึงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจตามหลักสากล 10 ประการ ครอบคลุมทั้งด้านสิทธิมนุษยชน มาตรฐานแรงงาน สิ่งแวดล้อม และการต่อต้านทุจริต เพื่อสร้างการเติบโตที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs) โดยบริษัทได้บูรณาการหลักการ UNGC เข้ากับนโยบายความยั่งยืน (ESG) การบริหารความเสี่ยง จรรยาบรรณธุรกิจ (Code of Conduct) และจรรยาบรรณคู่ค้าด้านการจัดซื้อ จัดหา ว่าจ้าง (Supplier Code of Conduct) อย่างครบวงจร พร้อมทั้งยึดถือแนวทางสากลอย่าง UNGP, OECD และ ILO เป็นบรรทัดฐานในการกำกับดูแลห่วงโซ่คุณค่า ได้แก่ พนักงาน คู่ค้า ลูกค้า และชุมชนท้องถิ่นอย่างเคร่งครัด
การส่งเสริมความหลากหลายและโอกาสที่เท่าเทียม (Diversity & Inclusion)
บริษัทมุ่งเน้นการปฏิบัติด้วยศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ครอบคลุมประเด็นด้านเชื้อชาติ ศาสนา เพศ อายุ เพศวิถี ความพิการ และสัญชาติ โดยจัดสวัสดิการที่คำนึงถึงความแตกต่าง เช่น การส่งเสริมบทบาทสตรีในระดับบริหาร การจ้างงานผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาสที่มีข้อจำกัดด้านฐานะและวุฒิการศึกษา/ วุฒิทางวิชาชีพ เพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ
โครงสร้างการกำกับดูแลและหน้าที่ความรับผิดชอบ
บริษัทได้จัดตั้งคณะทำงานด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อกำกับดูแลการปฏิบัติตามมาตรฐาน บริหารจัดการความเสี่ยง และจัดให้มีกลไกรับเรื่องร้องเรียนที่เข้าถึงได้จริง ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการพัฒนาความยั่งยืนและคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง โดยมีฝ่ายบุคคลเป็นแกนกลางในการบริหารจัดการ มีหน้าที่และความรับผิดชอบดังนี้
- การปฏิบัติตามมาตรฐาน โดยดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับนโยบายบริษัท กฎหมายแรงงาน และหลักการ UNGC
- การบริหารความเสี่ยง มีการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน (Human Rights Risk Assessment) ต่อผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า พร้อมกำหนดมาตรการบรรเทาผลกระทบเชิงรุก
- การกำกับดูแลและประสานงาน โดยติดตามและสนับสนุนผู้มีส่วนได้เสียทั้งภายในและภายนอกให้ปฏิบัติตามนโยบายอย่างเคร่งครัด
- กลไกการร้องเรียนและเยียวยา จัดให้มีช่องทางรับเรื่องร้องเรียน ตรวจสอบข้อเท็จจริง และเยียวยาอย่างเป็นธรรม
- การสร้างวัฒนธรรมองค์กร มีการจัดอบรมสร้างความตระหนักรู้แก่พนักงานและคู่ค้า ผู้รับเหมาตลอดห่วงโซ่อุปทาน
- การติดตามและรายงานผล มีการรายงานผลการดำเนินงานต่อผู้บริหารระดับสูงและคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
- ความโปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูล มีการจัดทำและเผยแพร่รายงานความก้าวหน้าด้านความยั่งยืน (Communication on Progress : CoP) ตามแนวทางของ UNGC เป็นประจำทุกปี
แนวทางการบริหารจัดการ
บริษัทให้ความสำคัญต่อการดูแลและเคารพสิทธิพนักงาน
บริษัทคัดเลือกพนักงานด้วยความเสมอภาคและเท่าเทียม มุ่งเน้นความเสมอภาคและความเป็นธรรมในกระบวนการสรรหา โดยไม่เลือกปฏิบัติ ตามเชื้อชาติ ศาสนา เพศ อายุ เพศวิถี (
โดยบริษัทยึดมั่นในการบริหารทรัพยากรบุคคลบนพื้นฐานของการเคารพสิทธิมนุษยชนและมาตรฐานแรงงานสากล โดยมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย เท่าเทียม และส่งเสริมความก้าวหน้าอย่างยั่งยืน ภายใต้กลยุทธ์หลัก 3 ด้าน ดังนี้
- การคุ้มครองสิทธิและโอกาสที่เท่าเทียม (Labour Rights & Equality)
บริษัทให้ความสำคัญกับความหลากหลาย (Diversity & Inclusion) ครอบคลุมทั้งด้านเชื้อชาติ ศาสนา เพศ อายุ เพศวิถี ความพิการ และสัญชาติ โดยมีมาตรการดำเนินงานที่ชัดเจน ได้แก่
- การปฏิบัติอย่างเท่าเทียม มุ่งเน้นกระบวนการจ้างงานและการเลื่อนตำแหน่งที่ปราศจากการเลือกปฏิบัติ พร้อมทั้งมีมาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลพนักงานอย่างเคร่งครัดตามกฎหมาย
- แรงงานสัมพันธ์ ยึดถือเสรีภาพในการสมาคม (Freedom of Association) และสิทธิในการร่วมเจรจาต่อรอง (Collective Bargaining) โดยเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมผ่านคณะกรรมการสวัสดิการและตัวแทนพนักงาน
- การไม่ใช้แรงงานผิดกฎหมาย ยึดถือแนวทางปฏิบัติที่ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานเด็ก แรงงานเกณฑ์ และแรงงานบังคับอย่างเด็ดขาด
- การพัฒนาศักยภาพและค่าตอบแทนที่เป็นธรรม (Development & Fair Remuneration)
บริษัทมุ่งยกระดับขีดความสามารถและแรงจูงใจของพนักงานอย่างต่อเนื่อง โดย
- ระบบประเมินผลที่เป็นธรรม ใช้หลักเกณฑ์การวัดผลที่ชัดเจน (KPIs) เพื่อเป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาค่าตอบแทนและสวัสดิการอย่างเหมาะสมตามผลการปฏิบัติงานจริง
- การส่งเสริมการเรียนรู้ต่อเนื่อง สนับสนุนหลักสูตรอบรมเสริมสร้างศักยภาพที่สอดคล้องกับลักษณะงาน เพื่อเตรียมความพร้อมและสร้างโอกาสความก้าวหน้าในสายอาชีพ (Career Path) ให้แก่พนักงานทุกระดับ
- คุณภาพชีวิตและความปลอดภัย (Well-being & Safety)
บริษัทมุ่งเน้นการสร้างองค์กรแห่งความสุขภายใต้แนวคิด Happy Workplace และมาตรฐานความปลอดภัยสากล ได้แก่
- อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม โดยบริหารจัดการสภาพแวดล้อมการทำงานให้ปลอดภัย พร้อมจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นอย่างเพียงพอตามมาตรฐานอาชีวอนามัย
- การรับฟังเสียงของพนักงาน โดยดำเนินการสำรวจความพึงพอใจและความผูกพันของพนักงาน (Employee Engagement Survey) เป็นประจำทุกปี เพื่อนำข้อเสนอแนะมาวิเคราะห์และพัฒนาเชิงนโยบายเพื่อยกระดับการดูแลพนักงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
บริษัทให้ความสำคัญต่อการดูแลและเคารพสิทธิคู่ค้า
บริษัทยึดมั่นในการปฏิบัติต่อคู่ค้าอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม โดยมุ่งเน้นการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนผ่านกระบวนการกำกับดูแลที่โปร่งใสและการบริหารจัดการความเสี่ยงรอบด้าน ดังนี้
- จรรยาบรรณคู่ค้าและการเคารพสิทธิมนุษยชน
- กำหนดให้คู่ค้าต้องปฏิบัติตามจรรยาบรรณคู่ค้าด้านการจัดซื้อ จัดหา และว่าจ้าง (Supplier Code of Conduct) อย่างเคร่งครัด
- การคุ้มครองแรงงาน กำหนดนโยบายไม่มีการใช้แรงงานเด็ก แรงงานเกณฑ์ และแรงงานบังคับตลอดห่วงโซ่อุปทาน
- อาชีวอนามัยและความปลอดภัย สนับสนุนและกำกับดูแลให้คู่ค้าและผู้รับเหมามีระบบการทำงานที่ปลอดภัยและมีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เหมาะสมตามมาตรฐานสากล
- กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใสและเป็นธรรม (Fair Procurement Process)
บริษัทมุ่งเน้นการสร้างระบบพันธมิตรทางธุรกิจที่ยั่งยืน ดังนี้
- ความเท่าเทียมและโปร่งใส จัดให้มีการแข่งขันที่เป็นธรรม ปราศจากการเลือกปฏิบัติ และมุ่งเน้นความโปร่งใสในทุกขั้นตอนของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง
- การปกป้องข้อมูล มีมาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลทางธุรกิจของคู่ค้าอย่างเข้มงวด
- การประเมินความเสี่ยงด้านความยั่งยืน (ESG Risk Assessment)
บริษัทบูรณาการประเด็นด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบปฏิบัติการจัดซื้อจัดจ้าง โดยกำหนดให้มีการ ประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG Risk Assessment) ของคู่ค้าเป็นประจำทุกปี เพื่อระบุประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนและเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทาน พร้อมทั้งนำผลการประเมินมาใช้ในการพัฒนาศักยภาพคู่ค้าให้ดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบควบคู่ไปกับบริษัท
บริษัทให้ความสำคัญต่อการดูแลและเคารพสิทธิลูกค้า
บริษัทยึดมั่นในการปฏิบัติต่อลูกค้าอย่างเป็นธรรมและรับผิดชอบ โดยมุ่งเน้นการส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่มีมาตรฐานสากล พร้อมทั้งคุ้มครองสิทธิพื้นฐานของลูกค้าอย่างเคร่งครัด ภายใต้แนวทางหลัก ดังนี้
- การส่งมอบบริการที่มั่นคงและปลอดภัย (Product Responsibility & Safety)
บริษัทให้ความสำคัญกับการผลิตและส่งมอบพลังงานไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ เพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานและการดำเนินธุรกิจของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยยึดถือมาตรฐานความปลอดภัยในการจ่ายกระแสไฟฟ้าเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินของลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสีย
- การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Privacy & Security)
บริษัทมีมาตรการที่เข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลความลับทางธุรกิจของลูกค้า เพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลโดยมิชอบและการนำข้อมูลไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการเคารพสิทธิมนุษยชนและกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้อง
- การรับฟังเสียงลูกค้าเพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (Customer Engagement & Improvement)
บริษัทสร้างกลไกการสื่อสารและรับฟังความคิดเห็นอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับความพึงพอใจและมาตรฐานการดำเนินงานโดย
- การประเมินผลเชิงรุก โดยการสำรวจและประเมินความพึงพอใจของลูกค้า ทั้งกลุ่มลูกค้าโรงไฟฟ้าและลูกค้าโรงงานเชื้อเพลิงขยะ (RDF) เป็นประจำทุก 6 เดือน
- การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ นำผลการประเมินและข้อเสนอแนะมาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาคุณภาพการผลิตและปรับปรุงกระบวนการดำเนินธุรกิจ ให้สามารถตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
บริษัทให้ความสำคัญต่อการดูแลและเคารพสิทธิชุมชนท้องถิ่น
บริษัทยึดมั่นในหลักการสร้างคุณค่าร่วมกัน (Creating Shared Value : CSV) เพื่อสร้างเสริมความเป็นอยู่ที่ดีให้กับชุมชนรอบพื้นที่โรงไฟฟ้าของบริษัท ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดสีเขียวทั้งหมด (100% Green Energy) ทั้งโรงไฟฟ้า โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่จังหวัดสระบุรี และโรงไฟฟ้าขยะชุมชนองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นโครงการใหม่ ดังนี้
- ขอบเขตการลงทุนและพัฒนาชุมชน (Community Investment Areas)
บริษัทกำหนดขอบเขตการลงทุนที่ครอบคลุมมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของพื้นที่
- การสร้างงานและรายได้ ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากผ่านการจ้างงานพนักงานท้องถิ่น โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ด้อยโอกาสที่มีข้อจำกัดทางวุฒิการศึกษา รวมถึงการจ้างแรงงานชุมชนในกิจกรรมปลูกป่าฟื้นฟูธรรมชาติ
- การมีส่วนร่วมทางสังคม สร้างความสัมพันธ์อันดีและรับฟังความคิดเห็นผ่านการสนับสนุนกิจกรรมของวัดและโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างรากฐานทางสังคมที่เข้มแข็ง
- การบริหารจัดการผลกระทบเชิงรุก (Proactive Impact Management)
บริษัทใช้กระบวนการตรวจสอบและติดตามผลที่เป็นระบบ เพื่อลดข้อกังวลและป้องกันผลกระทบจากการดำเนินงาน ได้แก่
- การตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อม โดยจัดทำรายงานผลการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการโรงไฟฟ้า รายงานผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม (ทรัพยากรชีวภาพทางน้ำ) เป็นประจำทุก 6 เดือน
- การประเมินผลทางสังคม โดยจัดทำรายงานผลการสำรวจติดตามตรวจสอบด้านเศรษฐกิจและสังคม รายงานสรุปผลการสำรวจความพึงพอใจของชุมชน และรายงานผลการดำเนินงานตามมาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้ประกอบการ (CSR-DIW) เป็นประจำทุกปี เพื่อนำข้อมูลมาปรับปรุงกระบวนการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
- การเชื่อมโยงกับความยั่งยืนทางธุรกิจ (Strategic Business Link)
บริษัทบูรณาการการดำเนินงานด้านชุมชนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ เพื่อเสริมสร้างความไว้วางใจและการยอมรับร่วมกันจากชุมชนในพื้นที่ปฏิบัติงาน ดังนี้
- การลดความเสี่ยง ด้วยการสานสัมพันธ์กับชุมชน การรับฟังเสียงชุมชน ช่วยลดโอกาสในการหยุดชะงักของโครงการและเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ห่วงโซ่คุณค่า
- การเติบโตที่เป็นมิตรต่อสังคม โดยนำข้อกังวลของชุมชนมาพัฒนาแนวทางเยียวยาและป้องกันความเสียหายเชิงรุก ช่วยเปลี่ยนชุมชนให้เป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่ง ส่งผลให้บริษัทสามารถเติบโตไปพร้อมกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
ตัวอย่างการดำเนินการโครงการที่เป็นรูปธรรม
ปี 2568 บริษัทได้ดำเนินโครงการคัดแยกขยะแลกไฟฟ้าพัฒนาชุมชนต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 (งบประมาณ 50,000 บาท/ ปี) ณ ชุมชนบ้านซับบอน (รัศมี 800 เมตรจากโรงไฟฟ้า) โดยนำข้อกังวลด้านการจัดการขยะมาพัฒนาเป็นโครงการเชิงรุก ด้วยการจัดการขยะที่ต้นทาง เปลี่ยนขยะครัวเรือนเป็นเชื้อเพลิง RDF และส่งมอบปุ๋ยออร์แกนิค (ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มทีพีไอ โพลีน) กลับคืนสู่ชุมชนเพื่อลดรายจ่ายและส่งเสริมเกษตรปลอดภัยในครัวเรือน เป็นการเชื่อมโยงกับความยั่งยืนทางธุรกิจ (Strategic Business Link) และบูรณาการงานด้านชุมชนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain Integration) เสริมสร้างความไว้วางใจและการเติบโตไปพร้อมกัน โครงการดังกล่าวเชื่อมโยงกับธุรกิจหลักโดยตรง ขยะที่ชุมชนคัดแยกจะถูกนำกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตไฟฟ้าสีเขียว ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนเชื้อเพลิง
พบว่า ผลตอบแทนทางสังคม (SROI) ของโครงการฯ เท่ากับ 1.34 เท่า (หรือคิดเป็นกำไรทางสังคมสุทธิ 0.34 บาท ต่อการลงทุน 1 บาท) ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการเปลี่ยนงบประมาณด้าน CSR ให้เป็นมูลค่าที่จับต้องได้แก่ชุมชนรอบโรงไฟฟ้าอย่างแท้จริง ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทั้งในมิติเศรษฐกิจ (รายได้เสริมจากการขายขยะและผลผลิต) สังคม (ความรู้และสุขอนามัย) และสิ่งแวดล้อม (การลดปริมาณขยะฝังกลบ) อย่างยั่งยืน อีกทั้งชุมชนยังมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมสูงถึง 100% สะท้อนถึงการบริหารจัดการที่ตรงจุดและลดข้อกังวลของคนในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บริษัทให้ความสำคัญต่อการดูแลและเคารพสิทธิเด็ก (Children’s Rights)
บริษัทให้ความสำคัญในการเคารพสิทธิเด็กมากกว่าเพียงการไม่ใช้แรงงานเด็ก โดยบริษัทมอบสวัสดิการทุนสงเคราะห์บุตรให้แก่พนักงานที่มีบุตรที่กำลังศึกษาในระดับชั้นอนุบาล-ม.6 หรืออนุปริญญา โดยวัตถุประสงค์เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรของพนักงาน ส่งเสริมความมั่นคงและคุณภาพชีวิตของครอบครัวพนักงาน เสริมสร้างแรงจูงใจในการทำงาน และส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่ให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัว อีกทั้งยังมีสวัสดิการทุนเรียนดีเพื่อสนับสนุนด้านการศึกษาให้แก่บุตรของพนักงานที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาตรี และมีผลการเรียนดีต่อเนื่อง มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้บุตรของพนักงานได้รับโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพ เสริมสร้างแรงจูงใจให้กระตุ้นให้บุตรของพนักงานตั้งใจเรียนและรักษาผลการเรียนอยู่ในระดับที่ดี ตามแนวปฏิบัติเรื่องสิทธิเด็ก ( Children's Rights and Business Principles)
บริษัทให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็ก โดยมีการดำเนินการที่สอดคล้องกับหลักการธุรกิจว่าด้วยสิทธิเด็ก (Children’s Rights and Business Principles : CRBP) ขององค์การ UNICEF เพื่อใช้เป็นกรอบการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การบริหารจัดการความปลอดภัยในโรงไฟฟ้า การดูแลชุมชน จนถึงการกำกับดูแลคู่ค้าโดยแบ่งเป็น 4 ด้านสำคัญ ได้แก่
- สิทธิที่จะมีชีวิตรอด (Right to Survival)
- บริษัทกำหนดให้พนักงานหญิงที่ทราบว่าตนเองตั้งครรภ์ต้องแจ้งบริษัท หากปกปิดหรือละเลยไม่แจ้งให้บริษัทราบ จะมีความผิดตามระเบียบข้อบังคับการทำงาน
- บริษัทจะเปลี่ยนงานให้กับพนักงานหญิงที่ตั้งครรภ์ เพื่อไม่ให้การทำงานมีผลกระทบกับสุขภาพของพนักงานและบุตรที่อยู่ในครรภ์ เช่น เปลี่ยนจากการทำงานเป็นกะมาเป็นทำงานในเวลากลางวัน เปลี่ยนจากงานที่ต้องยกของเป็นงานอื่น ๆ ที่เบาลง เป็นต้น
- บริษัทอนุญาตให้พนักงานหญิงลาคลอดได้ โดยไม่ถูกหักคะแนน ATTENDANCE
- บริษัทอนุญาตให้พนักงานชายสามารถลากิจเพื่อช่วยเหลือคู่สมรสซึ่งคลอดบุตรได้ โดยได้รับค่าจ้างปีละ 6 วัน และตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป สามารถลาได้ 15 วัน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 9 พ.ศ. 2568
- บริษัทจัดสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก ให้พนักงานโดยครอบคลุมถึงบุตรและคู่สมรส
- สิทธิที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครอง (Right to Protection)
- บริษัทไม่จ้างพนักงานที่อายุต่ำกว่า 18 ปี
- บริษัทไม่อนุญาตให้ผู้รับเหมานำแรงงานที่อายุต่ำกว่า 18 ปีเข้ามาทำงานในบริษัท
- สิทธิในการพัฒนา (Right to Development)
บริษัทมีสวัสดิการทุนสงเคราะห์บุตร พนักงานสามารถขอรับทุนช่วยเหลือการศึกษาของบุตรได้ตามระเบียบของบริษัท รวมถึงยังมีการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของเยาวชนรอบโรงไฟฟ้า มีการสนับสนุนการศึกษาและสุขอนามัยของเยาวชนรอบพื้นที่โรงไฟฟ้าโดยจัดสรรงบประมาณสนับสนุนในด้านต่าง ๆ ดังนี้
- ด้านการส่งเสริมการศึกษาและทักษะเยาวชน บริษัทภายใต้กลุ่มทีพีไอ โพลีนให้การสนับสนุนทุนการศึกษาต่อเนื่องจนถึงระดับปริญญาตรีรวม 15 ทุน ประกอบด้วย
- ระดับอนุบาล 3 ทุน (ทุนละ 2,500 บาท)
- ระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนต้น 10 ทุน (ทุนละ 2,500 บาท)
- ระดับ ปวช. 1 ทุน (3,500 บาท)
- ระดับปริญญาตรี 1 ทุน (7,000 บาท)
พร้อมทั้งสนับสนุนกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เครือข่ายโรงเรียนรักษ์พงไพร และกิจกรรมนันทนาการผ่านทีมฟุตบอลเยาวชน M4 จูเนียร์ และโรงเรียนนิคมสร้างตนเองเลี้ยงโคนม ตลอดจนการจัดกิจกรรมวันคริสต์มาสและกีฬาสีภายในโรงเรียนบ้านซับบอน
- ด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยในสถานศึกษา บริษัทให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตพื้นฐาน โดยสนับสนุนโครงการเกษตรปลอดสารเคมีเพื่ออาหารกลางวันโรงเรียนบ้านซับบอน และปรับปรุงโรงอาหารโรงเรียนบ้านเขาไม้เกวียน นอกจากนี้ ยังจัดสรรงบประมาณเพื่อความปลอดภัยในการเดินทางผ่านโครงการซ่อมบำรุงรถรับ-ส่งนักเรียน รวมถึงสนับสนุนผลิตภัณฑ์สีนาโนเทคและสีทีพีไอเพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์และอาคารบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดสระบุรี ตลอดจนโรงเรียนอนุบาลสระบุรี เพื่อให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้และพักอาศัยในสภาพแวดล้อมที่สะอาดและปลอดภัยอย่างยั่งยืน
- สิทธิในการมีส่วนร่วม (Right to Participation)
- บริษัทเปิดโอกาสให้เด็กนักเรียนนักศึกษาเข้ามาศึกษา ดูงาน ดูกระบวนการผลิตของบริษัทและแสดงความคิดเห็นต่อกิจการของบริษัท
เป้าหมายการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชน
บริษัทตระหนักถึงความสำคัญด้านสิทธิมนุษยชนในการดำเนินธุรกิจซึ่งปรากฏอย่างชัดเจนจากความมุ่งมั่นผ่านนโยบายสิทธิมนุษยชนของบริษัท อีกทั้งได้เริ่มจัดให้มีกระบวนการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน โดยการประเมินความเสี่ยงจากโอกาสที่อาจเกิดขึ้นและผลกระทบของประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อช่วยให้บริษัททราบถึงผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนที่อาจเกิดขึ้นต่อผู้มีส่วนได้เสียจากภายในและภายนอกองค์กร และยังช่วยให้บริษัทสามารถระบุและจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนในระดับองค์กร ซึ่งส่งผลให้บริษัทสามารถวางแผนจัดการผลกระทบจากประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนที่มีความเสี่ยงสูงได้ด้วยการประเมินผลกระทบเพิ่มเติมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บริษัทยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจที่เคารพต่อสิทธิมนุษยชนตามมาตรฐานสากล โดยกำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและเป็นธรรมตลอดห่วงโซ่คุณค่า ได้แก่
- การบูรณาการนโยบายและกระบวนการตรวจสอบ (Policy Integration & Human Rights Due Diligence : HRDD)
บริษัทนำนโยบายสิทธิมนุษยชนมาปฏิบัติจริงให้เห็นผล โดยมีเป้าหมายหลักในการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (HRDD) ให้ครอบคลุมผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่คุณค่า เพื่อระบุและวิเคราะห์ประเด็นสิทธิมนุษยชนที่มีนัยสำคัญ (Salient Human Rights Issues) ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกองค์กรอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี
- การบริหารจัดการความเสี่ยงและบรรเทาผลกระทบ (Risk Mitigation & Impact Management)
บริษัทตั้งเป้าหมายในการจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยง (Risk Prioritization) โดยใช้เกณฑ์ประเมินจากโอกาสที่จะเกิดและระดับความรุนแรงของผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อให้สามารถกำหนดมาตรการป้องกันและแผนจัดการผลกระทบในประเด็นที่มีความเสี่ยงสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการประเมินผลกระทบเชิงลึกในพื้นที่ปฏิบัติงานที่มีความอ่อนไหว เพื่อนำข้อมูลมาพัฒนาแนวทางการเยียวยาและปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานให้สอดรับกับความคาดหวังของสังคมสากล
กระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence : HRDD)
บริษัทดำเนินกระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (HRDD) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบการบริหารจัดการความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ เพื่อระบุประเด็นความเสี่ยงเชิงรุก กำหนดแนวทางป้องกัน และวางมาตรการบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจตลอดห่วงโซ่คุณค่า
ขั้นตอนกระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน

- ประกาศนโยบายเป็นข้อผูกพันเชิงนโยบาย (Policy Commitment)
บริษัทได้แสดงเจตนารมณ์ในการเคารพสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยการกำหนดนโยบายที่ครอบคลุมผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า ทั้งพนักงาน คู่ค้า ลูกค้า และชุมชนท้องถิ่น ผ่านกลไกการบริหารจัดการและประกาศสำคัญของบริษัท ดังนี้
- จรรยาบรรณธุรกิจ (Code of Conduct) เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติพื้นฐานสำหรับบุคลากรทุกคน
- จรรยาบรรณคู่ค้า ด้านการจัดซื้อ จัดหา ว่าจ้าง (Supplier Code of Conduct) สำหรับการจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใสและเป็นธรรม
- ประกาศของบริษัท เลขที่ 006/2559 : นโยบายสิทธิมนุษยชนสากล เพื่อยืนยันการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลอย่างเคร่งครัด
- ประกาศของบริษัท เลขที่ บค 0017/2564 : นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) เพื่อคุ้มครองสิทธิและความเป็นส่วนตัวของผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน
ประกาศเรื่องนโยบายสิทธิมนุษยชนสากลของบริษัท เลขที่ 006/2559 และประกาศ
เรื่องนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data Protection Policy)
http://www.tpipolenepower.co.th/index.php/th/th-aboutus/pdpa
- การปลูกฝังผ่านนโยบายองค์กร
บริษัทมุ่งมั่นในการนำนโยบายสู่การปฏิบัติจริง โดยสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เคารพต่อหลักสิทธิมนุษยชนผ่านกระบวนการสำคัญ ดังนี้
- การเสริมสร้างความรู้ โดยจัดอบรมและเผยแพร่ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนอย่างทั่วถึงให้แก่พนักงานทุกระดับ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและนำไปปรับใช้ในการทำงานได้อย่างถูกต้อง
- การปลูกฝังจิตสำนึก โดยส่งเสริมให้การเคารพสิทธิมนุษยชนเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการทำงานในทุกภาคส่วนขององค์กร
- การประเมินความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง โดยเฝ้าระวังและประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้บริษัทสามารถตอบสนองและป้องกันผลกระทบได้อย่างเท่าทันสถานการณ์
- การประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน
บริษัทมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจตามมาตรฐานสากล โดยบูรณาการกระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (HRDD) ให้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ (Business Integration) อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ มีการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนเป็นประจำทุกปี โดยคณะทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยคณะกรรมการพัฒนาความยั่งยืน และคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง เพื่อเชื่อมโยงประเด็นสิทธิมนุษยชนเข้ากับกลยุทธ์และการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร (Enterprise Risk Management) อย่างสอดคล้องกัน ดังนี้
- การประเมินที่ครอบคลุมและทันสมัย โดยทบทวนความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มาตรการป้องกัน การบรรเทา และการเยียวยา สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและมีประสิทธิภาพสูงสุด
- การบริหารจัดการเชิงรุก โดยนำผลประเมินมาใช้กำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนในพื้นที่ปฏิบัติการที่มีความเสี่ยง ช่วยให้บริษัทสามารถเตรียมความพร้อมและป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้อย่างทันท่วงที
- การบรรเทาผลกระทบเชิงลบ โดยมุ่งเน้นการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม เพื่อรักษามาตรฐานการดำเนินธุรกิจตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล
3.1 กำหนดขอบเขตในการตรวจสอบ
บริษัทมีการกำหนดขอบเขตการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนให้ครอบคลุมทุกกิจกรรมที่มีนัยสำคัญ ณ พื้นที่ปฏิบัติงานหลัก ได้แก่ สำนักงานกรุงเทพฯ โรงไฟฟ้าสระบุรี และโรงไฟฟ้าขยะชุมชนองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (ซึ่งเป็นโครงการใหม่) โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์จากการปฏิสัมพันธ์และกิจกรรมทางธุรกิจที่ดำเนินการร่วมกันกับผู้มีส่วนได้เสียหลัก 4 กลุ่มตลอดห่วงโซ่คุณค่าโดยตรง ผ่านการปฏิบัติงานประจำของเจ้าหน้าที่บริษัท ทั้งฝ่ายบุคคล ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายการผลิต และฝ่าย ESG เพื่อระบุประเด็นความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้เสียของบริษัทกลุ่มต่าง ๆ ดังนี้
ตาราง สรุปประเด็นความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้เสียของบริษัท
|
ประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน |
พนักงาน |
คู่ค้า |
ลูกค้า |
ชุมชน |
|
1. การไม่เลือกปฏิบัติในการจ้างงาน |
x |
|
|
|
|
2. การส่งเสริมความหลากหลายและโอกาสที่เท่าเทียม |
x |
|
|
|
|
3. เสรีภาพในการรวมกลุ่มและการเจรจาต่อรองร่วม |
x |
|
|
|
|
4. การดูแลอาชีวอนามัยและความปลอดภัย |
x |
x |
|
|
|
5. การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและสิทธิในความเป็นส่วนตัว |
x |
x |
x |
|
|
6. ค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ |
x |
|
|
|
|
7. การคุกคามและการล่วงละเมิดในที่ทำงาน |
x |
|
|
|
|
8. การใช้แรงงานเด็ก แรงงานบังคับ และแรงงานเกณฑ์ |
x |
x |
|
|
|
9. การปฏิบัติต่อคู่ค้าอย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ |
|
x |
|
|
|
10. การรักษาประสิทธิภาพ ความพร้อมและ เชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้า |
|
|
x |
|
|
11. การให้บริการลูกค้าอย่างเสมอภาคและไม่เลือกปฏิบัติ |
|
|
x |
|
|
12. การร่วมดูแลชุมชนและสังคมรอบพื้นที่ปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน |
|
|
|
x |
3.2 ประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน
บริษัททำการระบุและวิเคราะห์ประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนที่มีนัยสำคัญ (Salient Human Rights Issues) ของบริษัท โดยบูรณาการเข้ากับกระบวนการบริหารความเสี่ยงตามมาตรฐานสากล COSO-ERM (The Committee of Sponsoring Organizations of the Tread way Commission - Enterprise Risk Management) เพื่อให้การจัดการความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนเป็นไปอย่างเป็นรูปธรรมและสอดคล้องกับทิศทางขององค์กร โดยครอบคลุม 8 องค์ประกอบหลัก ดังนี้
- Internal Environment (สภาพแวดล้อมภายใน)
- Objective Setting (การกำหนดวัตถุประสงค์)
- Event Identification (การบ่งชี้เหตุการณ์)
- Risk Assessment (การประเมินความเสี่ยง)
- Risk Response (การตอบสนองต่อความเสี่ยง)
- Control Activities (กิจกรรมควบคุม)
- Information & Communication (สารสนเทศและการสื่อสาร)
- Monitoring (การติดตามประเมินผล)
สำหรับเกณฑ์การประเมินสถานะความเสี่ยง บริษัทได้วิเคราะห์ความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนผ่านมิติของ 'โอกาสที่อาจเกิดขึ้น' ควบคู่กับ 'ระดับความรุนแรงของผลกระทบ' ต่อผู้มีส่วนได้เสียในแต่ละประเด็นที่กำหนดไว้ในขอบเขตการตรวจสอบ ตามข้อ 3.1 ข้างต้น เพื่อระบุประเด็นที่มีนัยสำคัญสูงและเตรียมมาตรการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ
3.3 ลำดับความเสี่ยงของประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน
บริษัทได้ดำเนินการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน ครอบคลุมพื้นที่ปฏิบัติการหลัก ณ สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ โรงไฟฟ้าจังหวัดสระบุรี และโรงไฟฟ้าขยะชุมชนองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ซึ่งมีการวิเคราะห์กิจกรรมทางธุรกิจที่มีปฏิสัมพันธ์กับพนักงาน คู่ค้า ลูกค้า และชุมชนท้องถิ่น จากผลการประเมิน ประเด็นความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนทั้ง 12 ประเด็น พบว่าความเสี่ยงสูงจำนวน 1 ประเด็น ความเสี่ยงปานกลางจำนวน 8 ประเด็น และความเสี่ยงต่ำจำนวน 3 ประเด็น โดยมีรายละเอียดดังนี้
ตาราง ผลการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน
|
ระดับความเสี่ยงของประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน |
||
|
ความเสี่ยงสูง |
ความเสี่ยงปานกลาง |
ความเสี่ยงต่ำ |
|
1. อาชีวอนามัยและความปลอดภัย
|
2. การไม่เลือกปฏิบัติในการจ้างงาน 3. การส่งเสริมความหลากหลายและโอกาสที่เท่าเทียม 4. เสรีภาพในการรวมกลุ่มและการเจรจาต่อรองร่วม 5. การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและสิทธิในความเป็นส่วนตัว 6. ค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ 7. การปฏิบัติต่อคู่ค้าอย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ 8. การรักษาประสิทธิภาพ ความพร้อมและ เชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้า 9. การร่วมดูแลชุมชนและสังคมรอบพื้นที่ปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน |
10. การใช้แรงงานเด็ก แรงงานบังคับ และแรงงานเกณฑ์ทุกรูปแบบ 11. การคุกคามและการล่วงละเมิดในที่ทำงาน 12. การให้บริการลูกค้าอย่างเสมอภาคและไม่เลือกปฏิบัติ |
บริษัทตระหนักดีว่าประเด็นด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยถือเป็นประเด็นสิทธิมนุษยชนที่สำคัญและมีความเสี่ยงสูง (Salient Human Rights Issue) สำหรับธุรกิจผลิตพลังงาน เนื่องจากลักษณะการดำเนินงานของโรงไฟฟ้ามีปัจจัยเสี่ยงทางเทคนิคที่ต้องควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด บริษัทจึงได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานและมาตรการป้องกันเชิงรุกที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลอย่างเคร่งครัด เพื่อทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันสิทธิพื้นฐานของผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มในการทำงานภายใต้สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ
บริษัทจึงบูรณาการมาตรฐาน ISO 45001 เพื่อควบคุมความเสี่ยงและตั้งเป้าหมายลดอุบัติการณ์ให้เป็น 0 โดยจัดให้มีมาตรการป้องกันที่ครอบคลุมทั้งในส่วนของความปลอดภัยทางวิศวกรรมของเครื่องจักร สภาพแวดล้อมการทำงาน และการสร้างความตระหนักรู้ถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทยังยึดมั่นในความมุ่งมั่นที่จะรับฟังและหารือกับผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholder Engagement) ผ่านช่องทางที่หลากหลายเพื่อระบุและทบทวนประเด็นสำคัญเหล่านี้ร่วมกัน เช่น การจัดตั้งคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน การประชุมทบทวนระบบบริหารจัดการประจำเดือน รวมถึงการเปิดกว้างรับข้อเสนอแนะ เพื่อนำมาปรับปรุงกระบวนการจัดการความปลอดภัยให้ทันต่อกฎหมายและสถานการณ์ปัจจุบัน
บริษัทยังได้ขยายขอบเขตความรับผิดชอบไปถึงคู่ค้าและผู้รับเหมา โดยมุ่งเน้นการยกระดับความตระหนักรู้ด้านสิทธิความปลอดภัยผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าพันธมิตรทางธุรกิจจะเติบโตไปพร้อมกับบริษัทภายใต้มาตรฐานการดำเนินธุรกิจที่เคารพต่อสิทธิและความปลอดภัยอย่างยั่งยืน (ทั้งนี้ สามารถศึกษารายละเอียดมาตรการจัดการและการดำเนินงานเพิ่มเติมได้ในหัวข้ออาชีวอนามัยและความปลอดภัย ของรายงานฉบับนี้)
หมายเหตุ : คะแนนระดับความเสี่ยงแบ่งเป็น 4 ระดับ ดังนี้ :
|
ระดับความเสี่ยงโดยรวม |
ระดับคะแนน |
ความหมาย |
|
น้อย |
1-2 |
ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีการควบคุมความเสี่ยง หรือไม่ต้องมีการจัดการเพิ่มเติม |
|
ปานกลาง |
3-6 |
ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ โดยต้องมีการควบคุมเพื่อป้องกันไม่ให้ความเสี่ยงเปลี่ยนไปยังระดับที่ยอมรับไม่ได้ |
|
สูง |
7-12 |
ระดับความเสี่ยงที่ไม่สามารถยอมรับได้ โดยต้องมีการจัดการความเสี่ยงเพื่อให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ต่อไป |
|
สูงมาก |
13-25 |
ระดับความเสี่ยงที่ไม่สามารถยอมรับได้ จำเป็นต้องเร่งจัดการ ความเสี่ยงเพื่อให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ทันที |

บริษัทยึดมั่นในการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด ผ่านมาตรการเชิงรุกที่มุ่งเน้นการหลีกเลี่ยง (Avoidance) และป้องกัน (Prevention) การเกิดเหตุละเมิดตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยบูรณาการแนวทางสิทธิมนุษยชนเข้ากับการดำเนินงานและมีกลไกการติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าความเสี่ยงที่ระบุไว้จะได้รับการจัดการอย่างทันท่วงที นอกจากนี้ บริษัทยังจัดให้มีระบบการรายงานผลการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อกำกับดูแลให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปตามเป้าหมายการลดอุบัติการณ์ด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนให้เป็นศูนย์
ในกรณีที่พบความเสี่ยงหรือเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบ บริษัทมีแนวปฏิบัติในการบรรเทาผลกระทบ (Mitigation) และการบริหารจัดการข้อร้องเรียนที่ชัดเจน เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ได้รับผลกระทบจะได้รับการดูแลและเยียวยา (Remediation) ที่เหมาะสมกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ทั้งนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริงเพื่อวางมาตรการป้องกันมิให้เกิดเหตุละเมิดซ้ำ (Guarantee of Non-recurrence) ซึ่งเป็นการสร้างมาตรฐานความรับผิดชอบที่โปร่งใสและรักษาความเชื่อมั่นต่อผู้มีส่วนได้เสียอย่างยั่งยืน
ตาราง ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและการบรรเทาผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียของห่วงโซ่คุณค่าผู้มีส่วนได้เสีย 4 กลุ่ม
|
ผู้มีส่วนได้เสีย |
ประเด็นผลกระทบ |
การบรรเทาผลกระทบ |
|
พนักงาน |
1. การไม่เลือกปฏิบัติในการจ้างงาน 2. การส่งเสริมความหลากหลายและโอกาสที่เท่าเทียม 3. เสรีภาพในการรวมกลุ่มและการเจรจาต่อรองร่วม 4. การดูแลอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน 5. การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและสิทธิในความเป็นส่วนตัว |
- มีกลไกการรับเรื่องร้องเรียนที่มีประสิทธิภาพและคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสมาใช้ เพื่อป้องกันการเลือกปฏิบัติและการคุกคามในที่ทำงาน - กำหนดดัชนีชี้วัดการประเมินผลงานอย่างชัดเจนและเป็นธรรม - ดำเนินการตามเป้าหมายอุบัติเหตุจากการทำงานเป็นศูนย์อย่างเป็นรูปธรรม
|
|
คู่ค้า |
1. การปฏิบัติต่อคู่ค้าอย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ 2. การดูแลด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในพื้นที่ 3. การรักษาความลับและข้อมูลส่วนบุคคลของคู่ค้า (PDPA) 4. การใช้แรงงานเด็ก แรงงานบังคับ และแรงงานเกณฑ์ทุกรูปแบบ |
- การบูรณาการประเด็นสิทธิมนุษยชนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการทำธุรกิจร่วมกับคู่ค้า - การประเมินความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจของคู่ค้า /การประเมิน ESG Risk ของคู่ค้า /ประเมิน On-Site ESG Audit ของคู่ค้า โดยติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ - ให้การคุ้มครองด้านอาชีวอนามัยตามมาตรฐานสากลให้แก่แรงงานผู้รับเหมาที่เข้ามาทำงานในสถานประกอบการ |
|
ลูกค้า |
1. การรักษาประสิทธิภาพ ความพร้อมและ เชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้า 2. การให้บริการอย่างเสมอภาคและไม่เลือกปฏิบัติ 3. การคุ้มครองและรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า |
- การใช้ระบบบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศเพื่อการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าตามกฎหมาย - การกำหนดขั้นตอนการรับฟังและตอบสนองต่อข้อร้องเรียนของลูกค้าอย่างเหมาะสม |
|
ชุมชน |
1. การร่วมดูแลชุมชนและสังคมรอบพื้นที่ปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน 2. ผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การปล่อยมลพิษทางอากาศ การจัดการของเสียที่ไม่เหมาะสม การเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด |
- ใช้เครื่องมือ Social Return on Investment (SROI) ในการประเมินประสิทธิภาพของโครงการพัฒนาชุมชน - กำหนดกลไกการสื่อสารเชิงรุกและการเยียวยาผลกระทบที่เป็นธรรมหากเกิดความเสียหายจากการดำเนินธุรกิจ - ส่งเสริมสิทธิเด็กและเยาวชนผ่านโครงการสนับสนุนสถานศึกษาและการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยรอบพื้นที่โรงไฟฟ้า |
- การเยียวยาและมาตรการลดผลกระทบ (Remediation and Mitigation)
บริษัทตระหนักถึงการดำเนินการแก้ไขกรณีที่มีการเกิดเหตุละเมิดใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต บริษัทจะมีกระบวนการรับข้อร้องเรียน ตรวจสอบ และสอบสวนข้อร้องเรียนอย่างเป็นธรรม และกำหนดมาตรการบรรเทาแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้น รวมถึงมาตรการการเยียวยาอย่างเป็นธรรม เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบจะต้องได้รับการเยียวยาที่เหมาะสมกับความเสียหายที่เกิดขึ้น รวมถึงการป้องกันอย่างทันท่วงที หรือการรับประกันว่าจะไม่เกิดเหตุละเมิดซ้ำ ในกรณีที่พบว่าบริษัทก่อให้เกิดหรือมีส่วนทำให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 บริษัท ไม่ได้รับรายงาน หรือข้อร้องเรียนในการละเมิดด้านสิทธิมนุษยชน โดยมีรายละเอียดการดำเนินงาน ดังนี้
- การเข้าถึงที่ครอบคลุมและสะดวก (Accessibility)
บริษัทเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียทั้งภายใน (พนักงาน) และภายนอก (คู่ค้า ลูกค้า ชุมชน และผู้ได้รับผลกระทบ) สามารถเข้าถึงช่องทางการร้องเรียนได้อย่างสะดวก โปร่งใส และมีช่องทางที่หลากหลาย โดยสนับสนุนให้มีการรายงานโดยสุจริตเมื่อพบเห็นหรือสงสัยว่ามีการละเมิดสิทธิเกิดขึ้น
- กระบวนการจัดการที่โปร่งใสและมีกรอบเวลา (Transparency & Timeliness)
ทุกข้อร้องเรียนที่มีหลักฐานชัดเจนจะได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอภาคและเอาใจใส่ ผ่านกระบวนการตรวจสอบและสอบสวนที่มีการกำหนดระยะเวลาอย่างเหมาะสม โดยยึดหลักความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
- การคุ้มครองสิทธิและความลับ (Non-Retaliation & Confidentiality)
บริษัทมีให้การคุ้มครองสิทธิของผู้ร้องเรียนและผู้ให้ข้อมูล โดยถือปฏิบัติเป็นความลับขั้นสูงสุด เพื่อป้องกันการคุกคามหรือผลกระทบเชิงลบต่อผู้แจ้งเหตุ
- แนวทางการเยียวยาที่เป็นรูปธรรม (Remediation)
สำหรับผู้มีส่วนได้เสียที่ได้รับความเสียหายจากการละเมิดสิทธิอันเนื่องมาจากการดำเนินธุรกิจ บริษัทมีมาตรการเยียวยาและชดเชยค่าเสียหายอย่างเป็นธรรม โดยพิจารณาค่าชดเชยไม่ต่ำกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด หรือตามความเหมาะสมของผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง
นอกจากนี้ บริษัทได้มอบหมายให้คณะกรรมการพัฒนาความยั่งยืน และคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง ร่วมกันรับผิดชอบในการกำกับดูแลด้านสิทธิมนุษยชนในระดับนโยบาย ครอบคลุมถึงการทบทวนนโยบาย การตรวจสอบความเสี่ยง และการติดตามมาตรการป้องกันและแก้ไขอย่างเป็นระบบ โดยมีคณะทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ทำหน้าที่ขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เป็นไปตามนโยบาย รวมถึงบริหารจัดการกระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (HRDD)
เพื่อให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพในระดับปฏิบัติการ บริษัทได้กำหนดให้การดูแลด้านสิทธิมนุษยชนเป็นส่วนหนึ่งของภาระหน้าที่หลัก (Job Description) ของ ฝ่ายบุคคล ในการดูแลรับผิดชอบงานประจำวัน เช่น การติดตามและตรวจประเมินความเสี่ยงสิทธิมนุษยชนในทุกมิติ การบริหารจัดการเรื่องร้องเรียนอย่างโปร่งใส ตลอดจนการเยียวยาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนให้บูรณาการเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร และมั่นใจได้ว่าสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มได้รับการคุ้มครองและดูแลอย่างทั่วถึงตามมาตรฐานสากลอย่างต่อเนื่อง
การรับเรื่องร้องเรียน
บริษัทจัดให้มีช่องทางรับเรื่องร้องเรียนด้านสิทธิมนุษยชนที่เป็นอิสระและผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม (พนักงาน คู่ค้า ชุมชน และประชาชนทั่วไป) เข้าถึงได้ง่าย โดยมีหลักการดำเนินงาน ดังนี้
- การคุ้มครองข้อมูลและความลับ โดยรับประกันความปลอดภัยของผู้ร้องเรียนด้วยระบบการรักษาความลับขั้นสูงสุด และเปิดให้แจ้งเหตุโดยไม่ระบุตัวตน (Anonymity) เพื่อป้องกันการถูกโต้ตอบหรือผลกระทบเชิงลบ
- ความเป็นกลางและโปร่งใส มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยคณะทำงานที่เป็นกลาง มีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน และสื่อสารสถานะความคืบหน้าให้ผู้ร้องเรียนทราบอย่างต่อเนื่อง
- การเชื่อมโยงสู่การจัดการ กรณีตรวจพบการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่บริษัทมีส่วนเกี่ยวข้อง ข้อมูลจะถูกส่งต่อไปยังกระบวนการบรรเทาและเยียวยา (Remediation) เพื่อแก้ไขและวางมาตรการป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำอย่างเป็นรูปธรรม
ช่องทางการติดต่อ
ผู้มีส่วนได้เสียสามารถแจ้งเหตุหรือข้อร้องเรียนมายัง
บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)
เลขที่ 26/56 อาคารทีพีไอ ทาวเวอร์ ถ.จันทน์ตัดใหม่ แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพฯ 10120
โทรศัพท์ 02 2131039
EMAIL: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
ผลการดำเนินงาน
ในปี 2568 บริษัทได้รับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากพนักงาน คู่ค้า ลูกค้า และชุมชน จำนวน 0 ราย จึงไม่มีการดำเนินการแก้ไขหรือเยียวยาในช่วงเวลาดังกล่าว
- การติดตามผลและการรายงานด้านสิทธิมนุษยชน (Monitoring & Reporting)
บริษัทจัดให้มีกระบวนการติดตามตรวจสอบผลการดำเนินงานตามมาตรการบรรเทาผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการลดและขจัดผลกระทบเชิงลบตลอดห่วงโซ่คุณค่า ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่ทบทวนแผนการดำเนินงานและประเมินผลซ้ำ (Re-assessment) เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพของแนวทางแก้ไข รวมถึงรับประกันว่าประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนได้รับการจัดการอย่างถูกต้องเหมาะสมและโปร่งใส พร้อมสื่อสารผลการดำเนินงานต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตามมาตรฐานสากล
การดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนในปี 2568
บริษัทมุ่งมั่นยกระดับการบริหารจัดการสิทธิมนุษยชนตลอดห่วงโซ่คุณค่า ผ่านการกำหนดเป้าหมายเชิงกลยุทธ์เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงเชิงรุก โดยมุ่งเน้นการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เคารพสิทธิมนุษยชนผ่านการฝึกอบรมและทดสอบความรู้แก่พนักงานทุกคนผ่านคู่มือจรรยาบรรณธุรกิจ พร้อมแผนขยายหลักสูตรอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ในปี 2568 ผลการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนของบริษัทอยู่ในระดับต่ำ และข้อร้องเรียนเป็นศูนย์ สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงานและการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียอย่างโปร่งใส โดยในปี 2568 บริษัทได้ดำเนินงานที่สำคัญสรุปได้ดังนี้
การมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียโดยรวม
บริษัทให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียอย่างรอบด้าน เพื่อระบุและทบทวนประเด็นสิทธิมนุษยชนที่มีนัยสำคัญสูง (Salient Human Rights Issues) โดยบูรณาการเข้ากับกระบวนการดำเนินธุรกิจตามปกติผ่านหน่วยงานหลัก เช่น ฝ่ายบุคคล ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายการผลิต และฝ่าย ESG ซึ่งมีแนวทางการดำเนินงาน ดังนี้
- กลไกการรับฟังและการปฏิสัมพันธ์เชิงรุก โดยการสานสัมพันธ์และรับฟังความคิดเห็นจากพนักงาน คู่ค้า และชุมชนรอบโรงไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลที่ได้รับมาวิเคราะห์ร่วมกับผลการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน ให้สอดคล้องกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจริงทั้งภายในและภายนอกองค์กร
- การเจรจาต่อรองและช่องทางหารือร่วม เช่น การจัดตั้งคณะกรรมการสวัสดิการ เพื่อเป็นตัวแทนพนักงานในการสร้างความสัมพันธ์และดูแลสิทธิประโยชน์ โดยมีการประชุมอย่างเป็นทางการอย่างน้อย 4 ครั้งต่อปี เพื่อเปิดพื้นที่ในการรับฟังข้อเสนอแนะและข้อกังวล นำไปสู่การพัฒนาสภาพแวดล้อมการทำงานอย่างต่อเนื่อง
- การนำข้อมูลไปสู่การปฏิบัติ (Actionable Insights) จัดให้มีการหารือกับผู้มีส่วนได้เสียในประเด็นสิทธิมนุษยชนอย่างสม่ำเสมอ โดยมีการจัดทำบันทึกการประชุมและสรุปข้อกังวลที่เป็นระบบ ผลจากการหารือจะถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงมาตรการป้องกัน บรรเทาผลกระทบ และใช้เป็นองค์ประกอบสำคัญในการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนประจำปี
การมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียภายในองค์กร
- พนักงาน
- ไม่มีการใช้แรงงานเกณฑ์ การใช้แรงงานบังคับ และการใช้แรงงานเด็กที่อายุไม่ถึงเกณฑ์ตามกฎหมายกำหนด มีจำนวน 0 ราย
- มีคณะกรรมการสวัสดิการของบริษัท ซึ่งเป็นตัวแทนพนักงานในการใช้สิทธิเจรจาต่อรอง (Collective Bargaining) และหารือข้อตกลงที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของพนักงาน เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและนำไปพัฒนาสวัสดิการอย่างต่อเนื่อง โดยมีฝ่ายบุคคลเป็นผู้ประสานงานกับฝ่ายจัดการ เพื่อขับเคลื่อนข้อเสนอแนะสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ทั้งนี้ กำหนดให้มีการประชุมติดตามผลเป็นประจำทุก 3 เดือน โดยปี 2568 มีประชุม 4 ครั้ง
- มีคณะกรรมการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในสภาพแวดล้อมการทำงานประกอบด้วยพนักงานที่เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย (จป.) ทำหน้าที่เป็นตัวแทนพนักงานในการตรวจสอบและเสนอแนะแนวทางบริหารจัดการความเสี่ยงในที่ทำงาน เพื่อติดตามความคืบหน้าของมาตรการความปลอดภัยและอาชีวอนามัยของพนักงาน พร้อมทั้งบูรณาการข้อคิดเห็นจากพนักงานเข้ากับนโยบายด้านความปลอดภัยของบริษัทให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ISO 45001อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ กำหนดให้มีการประชุมติดตามผลเป็นประจำเดือนละ 1 ครั้ง โดยปี 2568 มีประชุม 12 ครั้ง
- ปี 2568 บริษัทได้ยกระดับการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชน ด้วยการจัดตั้งคณะทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการพัฒนาความยั่งยืนและคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง โดยมีฝ่ายบุคคลเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อน มีหน้าที่ในการตรวจสอบ ติดตาม และประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนรอบด้าน เพื่อนำข้อเสนอแนะจากพนักงานมาบูรณาการเข้ากับนโยบายบริษัท มุ่งเน้นการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของพนักงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เช่น หลักการชี้แนะของสหประชาชาติ (UNGP) และมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ทั้งนี้ กำหนดให้มีการประชุมติดตามผลเป็นประจำทุก 4 เดือน โดยในปี 2568 ได้จัดการประชุมครั้งแรกเพื่อวางรากฐานการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ
- บริษัทมุ่งมั่นสร้างความเท่าเทียมและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมผ่านนโยบายการจ้างงานที่ไม่เลือกปฏิบัติ โดยในปี 2568 บริษัทได้ส่งเสริมอาชีพแก่ผู้ที่ต้องการการสนับสนุนโอกาสการทำงานเป็นพิเศษอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้
- การสร้างโอกาสทางการจ้างงาน โดยรับพนักงานใหม่รวม 105 คน (พนักงานทั่วไป 98 คน และผู้สูงอายุ 7 คน) รวมถึงการจ้างงานผู้ด้อยโอกาสที่มีข้อจำกัดด้านฐานะและวุฒิการศึกษา/ วุฒิทางวิชาชีพรวม 198 คน
- การส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการ ตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 รวม 12 คน คิดเป็นร้อยละ 1.02 ของพนักงานทั้งหมด 1,175 คน ดังนี้
1) การจ้างงานโดยตรง (มาตรา 33) จำนวน 2 คน
2) การส่งเงินสมทบกองทุน (มาตรา 34) จำนวน 2 คน
3) การสร้างอาชีพยั่งยืน (มาตรา 35) สนับสนุนงบประมาณกว่า 984,040 บาท (123,005 บาทต่อคน) ให้แก่คนพิการจำนวน 8 คน ในจังหวัดสงขลา (ซึ่งเป็นที่ตั้งโรงไฟฟ้าขยะชุมชน อบจ.สงขลาของบริษัท) และจังหวัดใกล้เคียง เพื่อสร้างอาชีพที่ยั่งยืนผ่านโครงการเกษตรกรรม เช่น การเลี้ยงโค เกษตรผสมผสาน และการปลูกปาล์มน้ำมัน
- บริหารและพัฒนาศักยภาพและทักษะให้แก่บุคลากรอย่างต่อเนื่อง โดยครอบคลุมด้านความปลอดภัย ทักษะงานเฉพาะทาง การยกระดับศักยภาพการบริหารจัดการ และการพัฒนาเส้นทางอาชีพ ในปี 2568 จัดอบรมรวมทั้งสิ้น 28,183 ชั่วโมง จำนวนวันอบรมเฉลี่ยของพนักงานต่อคนเท่ากับ 4 วัน และชั่วโมงอบรมเฉลี่ยของพนักงานเท่ากับ 23.99 ชั่วโมงต่อคนต่อปี ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ไม่น้อยกว่า 20 ชั่วโมงต่อคนต่อปี
- การวัดระดับความพึงพอใจในการทำงานและความผูกพันของพนักงานที่มีต่อองค์กรประจำปี 2568 พบว่า ได้ผลคะแนนรวมเฉลี่ยร้อยละ 83.70 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่บริษัทตั้งไว้ที่ร้อยละ 75 โดยบริษัทได้นำผลสำรวจความคิดเห็นของพนักงานดังกล่าว ไปพัฒนากิจกรรมเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับพนักงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มระดับความพึงพอใจของพนักงานในระดับสูงสุด
- การดูแลพนักงานในด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงานของพนักงาน พบว่า
จำนวนผู้บาดเจ็บถึงขั้นเสียชีวิตจากการทำงานเท่ากับ 0 อัตราของการบาดเจ็บที่เกี่ยวข้องกับงานที่มีผลกระทบสูง เป็นศูนย์ และ อัตราการเจ็บป่วยจากโรคจากการทำงานเท่ากับ 0 ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายด้านอาชีวอนามัย และความปลอดภัยที่บริษัทกำหนดไว้ - บริษัทได้จัดให้มีช่องทางสำหรับการรับข้อร้องเรียน ข้อเสนอแนะ และการแจ้งเบาะแสจากพนักงาน เพื่อส่งเสริมให้พนักงานสามารถแสดงความคิดเห็นหรือเสนอข้อกังวลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสภาพการทำงาน โดยช่องทางดังกล่าวได้ถูกกำหนดและประกาศเป็นนโยบายของบริษัทอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าพนักงานทุกคนมีส่วนร่วมและสามารถสื่อสารกับฝ่ายบริหารได้อย่างเปิดกว้างและปลอดภัย
- บริษัทมีการปรับฐานอัตราค่าจ้างแรงงานให้สอดคล้องกับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดในทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้การจ้างงานเป็นไปตามมาตรฐานและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
- บริษัทมีการให้ค่าตอบแทนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาด พร้อมทั้งจัดสวัสดิการเพิ่มเติม เช่น ค่าที่พักและค่าเดินทางสำหรับพนักงานที่ปฏิบัติงานในต่างจังหวัด เพื่อสร้างแรงจูงใจและส่งเสริมความผูกพันระยะยาวกับองค์กร
การมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียภายนอกองค์กร
- คู่ค้า
- คู่ค้าได้ลงนามรับทราบจรรยาบรรณคู่ค้าด้านการจัดซื้อ จัดหา ว่าจ้าง (Supplier Code of Conduct) ว่าด้วยแนวปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชน ที่บริษัทผลักดันให้คู่ค้าต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด ร้อยละ 99.11 ของคู่ค้าจำนวนทั้งสิ้น 565 ราย
- มีการประเมินความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่เกิดจากคู่ค้าของบริษัท และประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG Risk) กับคู่ค้าทางตรง (Critical Tier 1) จำนวน 31 ราย คิดเป็นร้อยละ 5.49 ของคู่ค้าทั้งหมด 565 ราย สรุปผลว่าอยู่ในเกณฑ์น่าเชื่อถือได้ ไม่มีความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่เกิดจากคู่ค้า และด้าน ESG ในทุกหัวข้อการประเมิน
- ยกระดับกระบวนการจัดการความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน มุ่งเน้นการลดความเสี่ยงในการละเมิดสิทธิมนุษยชนและยกระดับคุณภาพชีวิตในสภาพแวดล้อมการทำงาน ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านแรงงาน สุขภาพ ความปลอดภัย และความเป็นอยู่ที่ดี โดยบริษัทมีการให้ความรู้เพื่อสร้างความเข้าใจและการตระหนักรู้ด้านการเคารพสิทธิมนุษยชน และมีการสุ่มตรวจสอบแบบลงพื้นที่จริง ซึ่งพบว่าคู่ค้าไม่มีกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชน
- ลูกค้า
- ผลิตและส่งมอบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ และปลอดภัยในการจ่ายกระแสไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง
- ผลการประเมินความพึงพอใจโดยรวมของลูกค้าโรงไฟฟ้า (2 ราย ได้แก่ กฟผ. และ บมจ.ทีพีไอโพลีน) ได้คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 100% โดยบริษัทได้กำหนดเป้าหมายความพึงพอใจของลูกค้าโรงไฟฟ้าไม่ต่ำกว่า 80% ต่อปี
- ผลการประเมินความพึงพอใจโดยรวมของลูกค้าของโรงงานผลิตเชื้อเพลิงขยะ และ บมจ.ทีพีไอ โพลีน ได้คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 91.75% โดยบริษัทได้กำหนดเป้าหมายความพึงพอใจของลูกค้าโรงงานผลิตเชื้อเพลิงขยะไม่ต่ำกว่า 80% ต่อปี
- นำผลการประเมินความพึงพอใจของลูกค้ามาพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินธุรกิจ ผ่านการวิจัยและพัฒนา เทคโนโลยี นวัตกรรม และการบริการ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าให้มีความเสถียรและเชื่อถือได้ พร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานการผลิตเชื้อเพลิงขยะให้มีคุณภาพดีขึ้น
- มีการส่งมอบไฟฟ้าให้กับลูกค้าทุกรายได้อย่างมีเสถียรภาพ โดยดำเนินงานภายใต้ความปลอดภัยซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานและส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของลูกค้าของบริษัทและบริษัทในเครือ
- การให้ความคุ้มครองข้อมูลของลูกค้าเป็นความลับ
- ชุมชนท้องถิ่นและเด็ก
- การผลิตไฟฟ้าที่มีคุณภาพ และประสิทธิภาพ โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และไม่สร้างผลกระทบต่อชุมชนและสังคม มีการตอบสนองนโยบายการลดการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินอันก่อให้เกิดมลพิษสูง โดยการใช้พลังงานทดแทนเป็นเชื้อเพลิง
- มีการสำรวจตรวจสอบสภาพชุมชนและข้อกังวลของชุมชนและสังคมที่อาจได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานของบริษัท โดยดำเนินการจัดทำรายงานผลการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2568 รายงานผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม (ทรัพยากรชีวภาพทางน้ำ) ประจำปี 2568 รายงานผลการสำรวจติดตามตรวจสอบด้านเศรษฐกิจและสังคมต่อโครงการโรงไฟฟ้าของบริษัทประจำปี 2568 รายงานสรุปผลการสำรวจความพึงพอใจของชุมชนต่อโครงการโรงไฟฟ้าของบริษัทประจำปี 2568 และรายงานผลการดำเนินงานตามมาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้ประกอบการ CSR-DIW Continuous ประจำปี 2568 พร้อมนำผลสำรวจและข้อมูลที่ได้รับเกี่ยวกับผลกระทบต่อชุมชนและสังคม (หากพบประเด็นปัญหา) มาวิเคราะห์และดำเนินการแก้ไขปรับปรุงเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม
- บริษัทสนับสนุนเศรษฐกิจในท้องถิ่นผ่านการจ้างงานในชุมชนที่ตั้งโรงงาน โดยจ้างงานพนักงานประจำที่โรงงานจังหวัดสระบุรี และโรงไฟฟ้าขยะชุมชนองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา จำนวน 1,078 คน คิดเป็นร้อยละ 91.74 ของพนักงานรวม 1,175 คน และในปี 2568 จ้างงานพนักงานใหม่ในพื้นที่ตั้งโรงงานจำนวน74 คน คิดเป็นร้อยละ 70.47 ของพนักงานใหม่ทั้งหมด 105 คน ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการจ้างงานในพื้นที่อย่างยั่งยืน
- ในปี 2568 บริษัทภายใต้กลุ่มบริษัททีพีไอ โพลีน ผนึกกำลังผู้บริหารและพนักงานกว่า 250 คน ร่วมกับภาครัฐและมูลนิธิสิ่งแวดล้อมเพื่อชีวิต ดำเนินกิจกรรมฟื้นฟูธรรมชาติในเขตอำเภอเฉลิมพระเกียรติ มวกเหล็ก และแก่งคอย จังหวัดสระบุรี โดยสนับสนุนงบประมาณและปุ๋ยอินทรีย์เม็ดถ้ำค้างคาวทีพีไอ ผลิตภัณฑ์ณฑ์คุณภาพในเครือทีพีไอ มาตรฐานกรมวิชาการเกษตร มูลค่ากว่า 85,710 บาท โครงการนี้สามารถเพิ่มพื้นที่สีเขียวได้รวม 76 ไร่ ผ่านการปลูกต้นไม้และพันธุ์ไม้เศรษฐกิจรวม 1,900 ต้น อาทิ สักทอง พยุง และไผ่ซางหม่น เพื่อมุ่งเน้นการฟื้นฟูพื้นที่เหมืองแร่และสร้างแหล่งอาหารให้ชุมชน ซึ่งช่วยลดก๊าซเรือนกระจก พร้อมทั้งสร้างสมดุลทางชีวภาพและเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เติบโตอย่างยั่งยืน
- สร้างการมีส่วนร่วมและดำเนินโครงการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในชุมชนโดยรอบโรงไฟฟ้าและสังคมโดยรวม โดยยึดหลักการเคารพในสิทธิขั้นพื้นฐานและความมั่นคงทางอาชีพ
- สมทบทุนและบริจาคผลิตภัณฑ์รวมมูลค่าทั้งสิ้น 94.36 ล้านบาท ให้แก่องค์กรไม่แสวงหากำไรที่จดทะเบียนถูกต้อง ได้แก่ ชุมชน สถานศึกษา ศาสนสถาน โรงพยาบาล และหน่วยงานราชการต่าง ๆ โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนผ่านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ของบริษัท (In-kind Donations) เพื่อเป้าหมายในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสุขอนามัย เช่น ปูนซิเมนต์และวัสดุก่อสร้างสำหรับการพัฒนาอาคารสาธารณประโยชน์ ปุ๋ยชีวะอินทรีย์เพื่อส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน รวมถึงน้ำดื่มและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพสำหรับป้องกันเชื้อก่อโรค เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาวะที่ดีของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
- ได้สนับสนุนงบประมาณภาคสมัครใจเพื่อช่วยเหลือชุมชนและสังคมรอบโรงไฟฟ้า ได้แก่
(1) กองทุนประกันสุขภาพแก่ชุมชนในรัศมี 5 กิโลเมตรรอบโรงไฟฟ้า เพื่อเยียวยาการเจ็บป่วยที่เกิดจากโครงการ ดำเนินการตั้งแต่ปี 2562 ณ สิ้นปี 2568 เงินกองทุนฯ มียอดสะสมรวม 4,049,639.67 บาท
(2) กองทุนเพื่อโครงการวิจัยพัฒนาอาชีพชุมชนและอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดำเนินการตั้งแต่ปี 2563 ณ สิ้นปี 2568 เงินกองทุนฯ มียอดสะสมรวม 3,206,800 บาท
(3) งบสนับสนุนคุณภาพด้านบุคลากรอุปกรณ์ทางการแพทย์และงานวิจัยทางด้านสาธารณสุข ดำเนินการตั้งแต่ปี 2563 ณ สิ้นปี 2568 งบสนับสนุนมียอดสะสมรวม 8,384,127.85 บาท
(4) งบสนับสนุนด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เพื่อใช้สนับสนุนการเพิ่มศักยภาพของโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตำบลและบุคลากรสาธารณสุข ดำเนินการตั้งแต่ปี 2562 ณ สิ้นปี 2568 งบสนับสนุนมียอดสะสมรวม 356,273 บาท
(5) งบสนับสนุนด้านทรัพยากรชีวภาพ สำหรับปลูกป่าให้กับชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผ่านมูลนิธิสิ่งแวดล้อมเพื่อชีวิต ดำเนินการตั้งแต่ปี 2563 ณ สิ้นปี 2568 งบสนับสนุนมียอดสะสมรวม 1,386,000 บาท
- บริษัทภายใต้กลุ่มทีพีไอ โพลีน ในปี 2568 ให้การสนับสนุนทุนการศึกษาแก่เด็กอย่างต่อเนื่องจนถึงระดับปริญญาตรีรวม 15 ทุน ประกอบด้วย
- ระดับอนุบาล 3 ทุน (ทุนละ 2,500 บาท)
- ระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนต้น 10 ทุน (ทุนละ 2,500 บาท)
- ระดับ ปวช. 1 ทุน (3,500 บาท) และ
- ระดับปริญญาตรี 1 ทุน (7,000 บาท)
พร้อมทั้งสนับสนุนกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เครือข่ายโรงเรียนรักษ์พงไพร และกิจกรรม นันทนาการผ่านทีมฟุตบอลเยาวชน M4 จูเนียร์ และโรงเรียนนิคมสร้างตนเองเลี้ยงโคนม ตลอดจนการจัดกิจกรรมวันคริสต์มาสและกีฬาสีภายในโรงเรียนบ้านซับบอน
บริษัทมีการจัดเก็บข้อมูลและติดตามผลการดำเนินงานย้อนหลังอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจในประสิทธิภาพของกระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (HRDD) และการบริหารจัดการข้อร้องเรียนที่ได้ระบุไว้ข้างต้น โดยมีสถิติการดำเนินงานในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาดังนี้
ตาราง สรุปผลการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนและข้อร้องเรียนย้อนหลัง 3 ปี
|
ดัชนีชี้วัดผลการดำเนินงาน |
หน่วย |
2566 |
2567 |
2568 |
|
1. จำนวนข้อร้องเรียนด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากพนักงาน |
ราย |
0 |
0 |
0 |
|
2. จำนวนข้อร้องเรียนด้านแรงงานและการเลือกปฏิบัติจากคู่ค้า |
ราย |
0 |
0 |
0 |
|
3. จำนวนกรณีการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลและความเป็นส่วนตัวของลูกค้า |
ราย |
0 |
0 |
0 |
|
4. จำนวนข้อพิพาทหรือข้อร้องเรียนจากชุมชนท้องถิ่น |
ราย |
0 |
0 |
0 |
|
5. จำนวนกรณีการใช้แรงงานเด็กและแรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทาน |
ราย |
0 |
0 |
0 |
|
6. มูลค่าค่าปรับหรือค่าชดเชยจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน |
บาท |
0 |
0 |
0 |
|
7. มูลค่าความเสียหายจากการดำเนินงานที่กระทบต่อสิทธิชุมชน |
บาท |
0 |
0 |
0 |