การเลื่อนการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2563

ธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค

ธุรกิจสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติ

ขยะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้

นายประชัย เลียวไพรัตน์
บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)
เรียน ท่านผู้ถือหุ้น
ปี 2568 นับเป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่านเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญของบริษัท ในการยกระดับองค์กรจากผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงผสมผสาน ก้าวสู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมสาธารณูปโภคด้านพลังงานสีเขียวแบบครบวงจร อย่างเต็มภาคภูมิ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และพลวัตของอุตสาหกรรมพลังงานโลก บริษัทยึดมั่นในปรัชญาการบริหารที่เน้นสร้างมูลค่าที่แท้จริงในระยะยาว ผ่านการจัดสรรเงินลงทุนอย่างมีวินัย และการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงและยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้น ควบคู่ไปกับการดูแลผู้มีส่วนได้เสียและการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
ยุทธศาสตร์การจัดสรรเงินลงทุนเพื่อโครงการพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน
ด้วยวิสัยทัศน์การลงทุนเพื่อบรรลุเป้าหมายการใช้เชื้อเพลิงขยะเพื่อทดแทนถ่านหินได้อย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้บริษัทก้าวสู่สถานะ “Coal-Free Power Plant Producer” 100% ในช่วงต้นปี 2569 พร้อมด้วยกำลังการผลิตติดตั้งรวม 507.2 เมกะวัตต์ ซึ่งประกอบด้วยโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงขยะ 400 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงพลังงานความร้อนทิ้ง 40 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 57.3 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงขยะชุมชน 9.9 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นการกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน
การดำเนินการดังกล่าว ควบคู่กับการปรับปรุงกระบวนการคัดแยกเชื้อเพลิงขยะ และการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ควบคุมกระบวนการผลิตให้มีเสถียรภาพการเผาไหม้ และลดต้นทุนเชื้อเพลิงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้เพิ่มความสามารถในการทำกำไรเพื่อชดเชยรายได้ส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) ที่ได้หมดอายุลง
ผลการดำเนินงานที่ยั่งยืน
ในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรก่อนหักต้นทุนทางการเงิน ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคม และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จำนวน 3,953 ล้านบาท เทียบกับจำนวน 4,788 ล้านบาทในปี 2567 ลดลง 835 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากการรายได้ส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) ที่ได้หมดอายุลง
บริษัทและบริษัทย่อย บันทึกกำไรสุทธิในปี 2568 จำนวน 2,266 ล้านบาท ประกอบด้วยกำไรจากการดำเนินธุรกิจปกติ 2,278 ล้านบาท กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ 89 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ 101 ล้านบาท ขณะที่ในปี 2567 บริษัทมีกำไรสุทธิจำนวน 3,302 ล้านบาท ประกอบด้วย กำไรจากการดำเนินธุรกิจปกติ 3,478 ล้านบาท กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ 21 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ 197 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม โครงการลงทุน ESG ที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้า จะส่งผลให้บริษัทสามารถเพิ่มรายได้ ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มความสามารถในการทำกำไร ส่งผลให้บริษัทมีผลการดำเนินงานที่เติบโตขึ้นอย่างยั่งยืนต่อไป
ทั้งนี้ บริษัทยังคงรักษาสถานะทางการเงินที่มั่นคง โดย ณ สิ้นปี 2568 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 68,821 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้น 36,415 ล้านบาท มีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิ ต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net IBD/Equity Ratio) อยู่ที่ระดับเพียง 0.66 เท่า ซึ่งแสดงฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง แสดงถึงความพร้อมและศักยภาพของบริษัทในการรองรับการขยายการลงทุนในอนาคตเพื่อสร้างมูลค่าที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้น
ระดมทุนโดยออกหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
ในช่วงปี 2568 ถึงต้นปี 2569 บริษัทได้ระดมทุนโดยการออกหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มูลค่ารวม 6,500 ล้านบาท เพื่อนำไปลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ดังกล่าวได้รับการตอบรับจากผู้ลงทุนอย่างรวดเร็วด้วยดีมาโดยตลอด
ความมั่นคงของโครงสร้างระบบพลังงาน และรายได้ที่มั่นคง
ในรอบปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทไม่เพียงมีบทบาทโดดเด่นในการผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด แต่ยังทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนของประเทศ ด้วยการเปลี่ยนภาระขยะชุมชนให้เป็นทรัพยากรพลังงาน ความสำเร็จในการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนจังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา และความคืบหน้าของโครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนในจังหวัดมุกดาหาร เป็นบทพิสูจน์ถึงความเชี่ยวชาญของบริษัทที่สามารถเปลี่ยนภาระการกำจัดขยะของสังคมให้เป็นความมั่นคงทางพลังงานระดับประเทศ จนนำมาสู่การสร้าง "สินทรัพย์คาร์บอน" ทั้งคาร์บอนเครดิต และใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (RECs) ซึ่งเป็น สินทรัพย์ที่ยังไม่ได้มีการบันทึกบัญชี (Hidden Assets) ที่พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในยุค Green Economy
นอกจากนี้ บริษัทยังได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โครงการแบตเตอรีสำรอง 20 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (ติดตั้งบนพื้นดินโซน 1-3 และติดตั้งบนหลังคา) รวม 66.90 เมกะวัตต์ ซึ่งจัดเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าต้นทุนต่ำ เพื่อขายไฟฟ้าให้แก่โรงปูนซีเมนต์ บมจ. ทีพีไอ โพลีน
อนึ่ง ในปี 2569 นี้ บริษัทมีนโยบายลงทุนเพิ่มเติมเพื่อติดตั้งหม้อต้ม (Boiler) และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำเชื้อเพลิงจากพลังงานความร้อนทิ้งจากกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์ของ บมจ. ทีพีไอ โพลีน มาผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากขึ้น โครงการคาดว่าจะทยอยแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี 2570
ความสำเร็จเชิงประจักษ์ด้าน ESG และการสร้างมูลค่าจากสินทรัพย์คาร์บอน
บริษัทตระหนักดีว่า สำหรับนักลงทุน "ความยั่งยืนต้องวัดผลได้” ในปี 2568 บริษัทประสบความสำเร็จในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ESG ที่วัดผลได้จริง ที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับงบการเงินและสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Premium Valuation) ให้กับผู้ถือหุ้นในระยะยาว ดังนี้:
- บริษัทสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดโลกร้อน โดยการนำขยะชุมชนกว่า 40 ล้านตัน มาเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ ในปี 2568 ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการฝังกลบได้ประมาณ 7.89 ล้านตัน CO2e นอกจากนี้ มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพทางวิศวกรรมยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลงได้ถึง 7.71% และลดการใช้พลังงานลง 10.69% เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่ผ่านมา
- บริษัทได้สร้างและสะสมคาร์บอนเครดิตและใบรับรองพลังงานหมุนเวียนซึ่งเป็น สินทรัพย์ที่ยังไม่ได้มีการบันทึกบัญชี (Hidden Assets) ที่มีมูลค่าสำคัญทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีศักยภาพสูงในการสร้างกระแสรายได้ใหม่ในอนาคต ผ่านกลไกตลาดคาร์บอน โดยบริษัทได้ขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิตมาตรฐาน T-VER จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก สะสมรวมกว่า 02 ล้านตัน CO2e และได้รับใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate - REC) สะสมกว่า 3.87 ล้าน RECs สินทรัพย์เหล่านี้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามแนวโน้มราคาในตลาดโลก และพร้อมสำหรับการสร้างรายได้จากความต้องการขององค์กรชั้นนำที่มุ่งสู่เป้าหมายการใช้พลังงานหมุนเวียน 100% หรือ RE100 (Renewable Energy 100%)
- บริษัทมีความมุ่งมั่นในการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยได้รับการยืนยันด้วยผลการประเมิน CGR ระดับ “ดีมาก” (4 ดาว) จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย และได้รับการประเมินหุ้นยั่งยืนระดับ SET ESG Ratings : AA จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงสถิติทางสิ่งแวดล้อม แต่เป็น "ทุนทางธุรกิจยุคใหม่ (New Business Capital)" ที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับงบการเงิน และสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Premium Valuation) ให้กับผู้ถือหุ้นในระยะยาว
ยุทธศาสตร์มุ่งสู่ Net Zero และการรับรองความเป็นเลิศระดับสากล
ภายใต้วิสัยทัศน์การเป็นผู้นำการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน บริษัทได้กำหนดแผนงานภายใต้ Decarbonization Roadmap ที่มีความชัดเจน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2037 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2050 โดยยึดถือมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ (Task Force on Climate-related Financial Disclosure - TCFD) เป็นกรอบในการบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาส
ความสำเร็จในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดังกล่าว ได้รับการยืนยันผ่านการยอมรับในเวทีระดับโลกและระดับประเทศ เปรียบเสมือนตราประทับรับรองคุณภาพการบริหารจัดการที่เป็นเลิศ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพในการขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานสีเขียว ควบคู่กับการสร้างคุณค่าร่วมให้แก่สังคมและสิ่งแวดล้อมดังปรากฏในทำเนียบเกียรติยศประจำปี 2568 อาทิเช่น รางวัล Global Good Governance Awards (3G Awards) 2025 (ความเป็นผู้นำด้าน Green Innovation และ Environmental Responsibility) รางวัล ASEAN Energy Awards 2025 (ความสำเร็จด้าน Renewable Energy Technology ในระดับภูมิภาคอาเซียน) รางวัล Thailand Energy Awards 2025 (ความเป็นเลิศทางวิศวกรรมด้าน Energy Efficiency และความมั่นคงของระบบไฟฟ้า (Grid Stability)) โล่รางวัลเกียรติคุณ โครงการคาร์บอนเครดิตยอดเยี่ยม (T-VER) (การรับรองผลการดำเนินงานด้าน Climate Change Mitigation ที่เป็นรูปธรรม) และรางวัลรางวัลองค์กรดีเด่นแห่งปี 2568 เป็นต้น
รางวัลดังกล่าวข้างต้นไม่เพียงแต่เป็นเครื่องหมายแห่งความภาคภูมิใจ แต่เป็น "เครื่องยืนยันคุณภาพการบริหารจัดการ (Management Quality Verification)" ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า บริษัทมีมาตรฐานการดำเนินงานที่สอดคล้องกับเกณฑ์ประเมินความยั่งยืนระดับสากล และพร้อมที่จะเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว
ในนามของคณะกรรมการบริษัท ขอขอบคุณผู้ถือหุ้น พันธมิตรทางธุรกิจ สถาบันการเงิน ผู้มีส่วนได้เสีย และพนักงานทุกท่าน สำหรับความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ และการสนับสนุนที่มั่นคงเสมอมา บริษัทเชื่อมั่นว่าด้วยรากฐานที่แข็งแกร่งทางด้านวิศวกรรม วินัยทางการเงิน และกลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนด้วย ESG จะเป็นป้อมปราการทางเศรษฐกิจที่สำคัญในการปกป้องและผลักดันให้ ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ เติบโตอย่างยั่งยืน เป็นผู้นำในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของภูมิภาค และสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนต่อไป
- กำหนดการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 1 เพื่อกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมทั้งรายละเอียดโครงการและการประเมินทางเลือกโครงการ (EHIA) โครงการท่าเทียบเรือคอนเทนเนอร์และท่าเทียบเรือน้ำลึกทีพีไอสงขลา บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)
- กำหนดการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 1 เพื่อกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมทั้งรายละเอียดโครงการและการประเมินทางเลือกโครงการ (EHIA) โครงการท่าเทียบเรือก๊าซธรรมชาติเหลวและน้ำมันสำเร็จรูปทีพีไอสงขลา บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)
- กำหนดการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 1 เพื่อรับฟังข้อคิดเห็นต่อร่างข้อเสนอโครงการ รายละเอียดโครงการ ขอบเขตการศึกษา และการประเมินทางเลือกโครงการ (EIA) โครงการโรงไฟฟ้าทีพีไอสงขลา บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)
- กำหนดการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 1 เพื่อรับฟังข้อคิดเห็นต่อร่างข้อเสนอโครงการ รายละเอียดโครงการ ขอบเขตการศึกษา และการประเมินทางเลือกโครงการ (EIA) โครงการสวนอุตสาหกรรมจะนะ จังหวัดสงขลา ระยะที่ 1 บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)
