ผลการดำเนินงานเชิงเศรษฐกิจ

 

ผลการดำเนินงานเชิงเศรษฐกิจ และผลกระทบทางอ้อมเชิงเศรษฐกิจ

(Economic Performance  & Indirect Economic Impacts)

การสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจผ่านแบบจำลองธุรกิจการผลิตไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมถือเป็นกุญแจสำคัญต่อการสร้างคุณค่าร่วมกันระหว่างบริษัท และสังคมให้สามารถเจริญเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืนที่มีประสิทธิภาพ อนึ่ง การสร้างความมั่นคงทางพลังงานผ่านการส่งเสริมธุรกิจไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมถือเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างเสริมความมั่นคงสาธารณูปโภคของประเทศในระยะยาวอันมีส่วนต่อการสร้างสรรค์เศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม โดยในปี 2568 บริษัทได้มีการกำหนดกลยุทธ์ทางธุรกิจที่สำคัญ เช่น  กลยุทธ์ในการเพิ่มรายได้ การพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าเพื่อเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตสูงสุด และเพิ่มปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้า การลดต้นทุนการผลิต และการเติบโตโดยการขยายการลงทุน เพื่อสร้างผลประกอบการที่ดีของบริษัท อันนำมาซึ่งการกระจายรายได้ และผลประโยชน์ไปยังผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องทุกกลุ่มของบริษัท

 

แนวการบริหารจัดการ

  • การบริหารสัญญาขายไฟฟ้า สำหรับโรงไฟฟ้าที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าในปัจจุบันเนื่องจากสัญญาขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตในปัจจุบัน จำนวน 3 สัญญาและจำหน่ายให้กับโรงงานปูนซิเมนต์ มีราคาจำหน่ายไฟฟ้าในแต่ละสัญญาแตกต่างกัน เช่น ราคาขายไฟฟ้าต่อหน่วย สำหรับโครงการ 90 เมกะวัตต์ มีค่า adder รวมอยู่กับค่าไฟฟ้าฐานอยู่ ดังนั้นจึงมีการวางแผนในการจัดการเดินเพื่อจำหน่ายไฟฟ้า ให้เต็มสัญญาในส่วนนี้ ส่วนที่ 2 คือ สัญญาขายไฟฟ้าในกับโรงงานปูนซิเมนต์ จะมีอัตราค่าไฟฟ้าที่สูงเป็นลำดับ 2 แต่มีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงถ่านหินที่สูงกว่าโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงขยะ และสัญญาขายไฟฟ้า 18 และ 55  เมกะวัตต์ ที่ค่า adder หมดไปแล้ว ตลอดจนเนื่องจากอัตราค่าไฟฟ้าเป็นลักษณะโครงค่าไฟฟ้า TOU ราคาค่าไฟฟ้าช่วง Peak time จะมีราคาที่สูงกว่าช่วง Off Peak  ดังนั้น จึงต้องมีการวางแผนการ เดินโรงไฟฟ้าเพื่อให้ได้ รายได้สูงสุดในกรณีที่มีการผลิตปริมาณจำกัด เนื่องมาจากการหยุดซ่อมบำรุงหม้อไอน้ำ และมีความจำเป็นจะต้องลดการจำหน่ายไฟฟ้าในช่วงเวลา Off Peak หากมีผลกระทบจากราคาต้นทุนเชื้อเพลิงถ่านหิน เพื่อให้เกิด Profit Optimum กับบริษัท
  • การเพิ่มปริมาณการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้ามากขึ้น เนื่องจากสัญญาการไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าที่ผ่านในปี 2565 เป็นปีที่ Adder เริ่มหมด และมีต้นทุนราคาถ่านหินที่ปรับขึ้นสูงมาก ดังนั้น จึงมีการวางแผนในเรื่องของการซ่อมบำรุงใหญ่ ทำให้ส่งผลถึงปริมาณการผลิตไฟฟ้าและปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าลดลง ปี 2567 อัตราค่าไฟฟ้ามีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเนื่องมาจากการปรับค่าไฟฟ้าผันแปร FT เพิ่มขึ้น ดังนั้น การวางแผนการผลิตในปี 2567 จึงสามารถที่เดินโรงไฟฟ้าให้มีกำลังผลิตที่มากขึ้นได้ เพื่อสร้างผลประกอบการให้เติบโตขึ้นกว่าปี 2565
  • การลดต้นทุนการผลิต ซึ่งหมายถึงต้นทุนเชื้อเพลิง ประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ได้มีการจัดวางแผนการดำเนินการเพื่อให้การดำเนินธุรกิจมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการลดต้นทุนการผลิตรวมอย่างน้อยร้อยละ 10 โดย
  • การลดต้นเชื้อเพลิง จะดำเนินการเพิ่มสัดส่วนการรับขยะชุมชนและขยะคัดแยกคุณภาพต่ำ มากขึ้น จะทำต้นทุนการรับซื้อวัตถุดิบโดยรวมลดลง
  • การใช้เชื้อเพลิงขยะ คุณภาพต่ำ ให้มีสัดส่วนที่สูงขึ้น เพื่อทำให้ต้นทุนการผลิตไอน้ำต่อหน่วยลดลง โดยบริษัท ได้มีการดำเนินการเดินเตาเผาและหม้อไอน้ำแบบ grate ซึ่งสามารถรับขยะที่ไม่คัดแยกและเชื้อขยะที่มีคุณภาพต่ำได้ ทำให้เป็นแนวทางการบริหารจัดการที่สามารถลดต้นทุนเชื้อเพลิงและต้นทุนการผลิตไฟฟ้าได้
  • การนำระบบควบคุมการเผาไหม้ ด้วยระบบ หากมีการดำเนินการแล้วเสร็จสามารถที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าโดยคาดว่าจะสามารถลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้า ในหน่วยการผลิตที่มีการใช้ AI ประมาณ ร้อยละ 5
  • การลดการใช้ถ่านหิน ด้วยเชื้อเพลิงทดแทนจาก ขยะ ไม้ และ เชื้อเพลิงหมุนเวียนอื่น ๆ ในหม้อไอน้ำ 8 ซึ่งสามารถที่จะลดการใช้ถ่านหินลงร้อยละ 10 - 15
  • ต้นทุนการซ่อมบำรุง โดยได้มีการวางแผนหยุดซ่อมบำรุงใหญ่ต่อเนื่องจากปี 2565 ทำให้ หม้อไอน้ำต่าง ๆ มีการลงทุนการปรับปรุงใหญ่ ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าในระยะยาว และสามารถเพิ่ม Performanceในการผลิตไฟฟ้าให้สูงขึ้น
    • โครงการลงทุนเพื่อเพิ่มปริมาณขายไฟฟ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มูลค่ารวม 14,094 ล้านบาท

บริษัทได้เดินหน้าการลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตและจัดหาคู่สัญญาซื้อขายไฟฟ้าเพิ่มเติมรวมทั้งสิ้น 7 โครงการ โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเต็มรูปแบบเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเป็นองค์กรที่ใช้พลังงานสีเขียวทั้งหมดและมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ซึ่งมีแผนงานสำคัญในต้นปี 2569 คือการยกเลิกการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินอย่างเด็ดขาดเพื่อเปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงจากขยะและพลังงานหมุนเวียนแทน ทั้งนี้เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2037 และบรรลุเป้าหมายสูงสุดในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 อันเป็นการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำและร่วมสร้างความมั่นคงทางพลังงานที่ยั่งยืนในระดับสากล โดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. 1. เปิดดำเนินการโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (Solar Farm) Zone 1 และ Zone 2 กำลังการผลิตติดตั้งขนาด 225 MWac (52.2 MWac) โครงการดังกล่าวมีความพร้อมสูงสุดในด้านการกำกับดูแลกิจการและการปฏิบัติตามมาตรฐานวิศวกรรม และได้รับใบอนุญาตก่อสร้าง (อ.1) ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4)  และได้รับอนุมัติบัตรส่งเสริมจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เป็นที่เรียบร้อย โดยมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) และจ่ายไฟเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) ได้อย่างสมบูรณ์ตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปี 2568
  2. 2. ได้ดำเนินการขยายสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนด้วยด้วยการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) ณโรงงานผลิตกระเบื้อง มีกำลังการผลิตติดตั้งขนาด 012 MWdc (5.10 MWac) โดยมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) โครงการนี้เริ่มจ่ายไฟเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปี 2568
  3. 3. ในปี 2568 บริษัทยังคงมุ่งมั่นขยายฐานกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนเพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน โดยดำเนินการเพิ่มโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (Solar Farm) Zone 3 ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 9925 MWdc (9.6 MWac) มีความคืบหน้าตามแผนงานเชิงยุทธศาสตร์ที่วางไว้ ปัจจุบันโครงการมีความพร้อมด้านกฎระเบียบโดยได้รับใบอนุญาตก่อสร้าง (อ.1) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างขั้นตอนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเตรียมเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในต้นปี 2569 โดยมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน )
  4. ในปี 2568 บริษัทเดินหน้าขยายสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (Solar Farm) Zone 4 โดยมีกำลังการผลิตติดตั้งขนาด 12.96 MWdc (9 MWac) พร้อมส่วนเพิ่มอีก 5.48 MWac. เพื่อรองรับความต้องการพลังงานสะอาดที่เติบโตขึ้นของกลุ่มบริษัท โครงการนี้มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า กับ บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ เพื่อบริหารจัดการต้นทุนพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและสนับสนุนเป้าหมายการลดคาร์บอน (Decarbonization) ตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยคาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในเดือนมกราคม 2570
  5. 5. โครงการบริหารและจัดการขยะมูลฝอยชุมชนเป็นพลังงานไฟฟ้าระบบปิดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เทศบาลเมืองมุกดาหาร โดยมีการลงนามสัญญาบริหารและจัดการขยะร่วมกับ อบจ. มุกดาหาร ในวันที่ 21 ธันวาคม 2566 ต่อมาได้ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 มีปริมาณพลังไฟฟ้าเสนอขายสูงสุด 8 เมกะวัตต์ ซึ่งอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง โดยคาดว่าจะสามารถกำหนดวันจ่ายไฟเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ได้ในปลายปี 2569
  6. 6. ได้ลงนามสัญญาโครงการบริหารจัดการขยะมูลฝอยชุมชนโดยการแปรรูปเป็นพลังงานไฟฟ้า จังหวัดเชียงราย ในวันที่ 2 ตุลาคม 2567 มีปริมาณพลังไฟฟ้าเสนอจำหน่ายสูงสุด 8 เมกะวัตต์ ต่อมาเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2567 และเตรียมจัดทำรายงานประมวลหลักปฎิบัติ COP และรอการลงนาม PPA กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
  7. 7. บริษัทได้ร่วมทุนกับบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) ในการจัดตั้งบริษัท อี แอนด์ ที พลังงานหมุนเวียน จำกัด ในลักษณะกิจการร่วมค้า มีทุนจดทะเบียน 2,000 ล้านบาท ทุนชำระแล้ว 500 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้า เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage System : BESS) โดยบริษัท อี แอนด์ ที พลังงานหมุนเวียน จำกัด ได้ดำเนินการเข้าร่วมการประมูลโครงการผลิตพลังงานไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) สำหรับปี 2565 - 2573 สำหรับกลุ่มที่ไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง (เพิ่มเติม) โดยบริษัท อี แอนด์  ที พลังงานหมุนเวียน จำกัด ได้รับการคัดเลือก จำนวน 6 โครงการ มีปริมาณเสนอจำหน่ายไฟฟ้ารวม50  เมกะวัตต์ โดยแต่ละโครงการคาดว่าจะเริ่มทยอยดำเนินการจ่ายไฟเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ได้ตั้งแต่ปี 2571 เป็นต้นไป

บริษัทมีการวิเคราะห์และประเมินผลการดำเนินงานเพื่อขจัดอุปสรรคและเพิ่มศักยภาพการทำกำไร โดยการกำหนดเป้าหมายในหน่วยงานย่อยและสื่อสารกลยุทธ์ให้พนักงานขับเคลื่อนองค์กรไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมขยายฐานธุรกิจตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) และสร้างพันธมิตรเพื่อการเติบโตอย่างมั่นคง ซึ่งในช่วงกว่า 3 ปีที่ผ่านมาได้มุ่งเน้นการลงทุนในเทคโนโลยีวิศวกรรมขั้นสูงเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่โรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด การดำเนินงานดังกล่าวนอกจากจะสร้างความมั่นคงทางพลังงานและผลตอบแทนที่ยั่งยืนแล้ว ยังส่งผลโดยตรงต่อการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

 

 

 ผลการดำเนินงานในปี 2568

ในปี 2568 บริษัทมีการกระจายมูลค่าเศรษฐกิจทางตรงไปยังผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่าง ๆ ก่อให้เกิดมูลค่าเชิงเศรษฐกิจสะสมจำนวน 999.75 ล้านบาท โดยมีรายละเอียด ดังนี้

ตาราง มูลค่าเชิงเศรษฐกิจของบริษัท 

รายละเอียดทางเศรษฐกิจ

ล้านบาท*

(A)   มูลค่าเศรษฐกิจทางตรง (Direct Economic Value Generated)

รายได้ (Revenues)

9,065.97

(B)   การกระจายมูลค่าเศรษฐกิจทางตรง (Direct Economic Value Distributed)

ต้นทุนการดำเนินงาน (Operating costs)

6,039.87

ค่าจ้างและสวัสดิการพนักงาน (Employee wages and benefits)

138.60

เงินที่ชำระแก่เจ้าของเงินทุน (Payments to providers of capital)

1,690.09

เงินที่ชำระแก่รัฐ (Payments to government)

101.38

การลงทุนในชุมชน (Community investments)

96.28

รวม

8,066.22

(C)   มูลค่าเชิงเศรษฐกิจสะสม (Economic value retained) (A-B)

999.75

หมายเหตุ  : * จากงบการเงินเฉพาะกิจการของบริษัท